วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559

นวัตกรรมทางด้านหลักสูตร

หลักสูตรกิจกรรมและประสบการณ์

ลักษณะของหลักสูตร
          1. ความสนใจของผู้เรียนเป็นตัวกำหนดเนื้อหา กิจกรรม หรือประสบการณ์ ต้องสอดคล้องกับความต้องการ ความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน
          2. วัตถุประสงค์ของการเรียนแบบนี้ เพื่อมุ่งปรับปรุงความเป็นอยู่ในปัจจุบันของเด็ก ยิ่งกว่าที่จะเตรียมตัวเพื่ออนาคต
          3. วิชาที่ผู้เรียนทุกคนต้องเรียนคือวิชาที่ผู้เรียนมีความสนใจร่วมกัน ดังนั้นจึงกำหนดเนื้อหาจากความสนใจของผู้เรียนเป็นคราว ๆ ไป ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า
          4. ใช้วิธีแก้ปัญหาเป็นหลักในการจัดการเรียนรู้
          5. มุ่งที่จะให้การศึกษาและเอาใจใส่ต่อนักเรียนเป็นรายบุคคล และส่งเสริมความแตกต่างระหว่างบุคคล
          6. การเรียนแบบประสบการณ์ในต่างโรงเรียน ต่างชั้นกันย่อมไม่เหมือนกัน การเรียนแบบนี้นักการศึกษาทำไปต่าง ๆ กัน
การจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมและประสบการณ์
          การจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันครูต้องคำนึงถึงการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญและพยายามให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการกระทำ ครูจัดการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เน้นการแก้ปัญหา ครูต้องทำหน้าที่เป็นนักวางแผน นักจิตวิทยา นักแนะแนว และนักพัฒนาการ ส่วนการประเมินผลการเรียนรู้ จะประเมินจากพัฒนาการของผู้เรียนในทุก ๆ ด้าน โดยยึดปรัชญาการศึกษาแบบพิพัฒนาการ







ข้อดีของการจัดหลักสูตร
          1. ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้มาก สามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
          2. ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ได้รู้จักการวางแผนการเรียนด้วยตนเอง ได้มีโอกาสทดลอง แก้ไขปัญหาได้อย่างมีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบในตนเองต่อการศึกษา
          3. ผู้สอนและผู้เรียนมีโอกาสได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และมีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น
          4. สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของผู้เรียน
          5. ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรม ทำให้เกิดความกระตือรือร้นในการเรียน
          6. มีความยืดหยุ่นในเรื่องของเวลา และวิธีจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย กิจกรรม การเรียนรู้ครอบคลุมเนื้อหาได้กว้างขวาง กระบวนการเรียนรู้เป็นไปตามขั้นตอน
ความหมาย
          หลักสูตรกิจกรรมหรือประสบการณ์เป็นหลักสูตรที่เกิดขึ้นจากความพยายามที่จะแก้ไขการเรียนรู้แบบครูเป็นผู้สอนเพียงอย่างเดียวไม่คำนึงถึงความต้องการและความสนใจของผู้เรียนซึ่งเป็นข้อบกพร่องของหลักสูตรแบบเนื้อหาวิชา หลักสูตรแบบนี้ยึดประสบการณ์ และกิจกรรมเป็นหลักมุ่งส่งเสริมการเรียนการสอนโดยวิธีการแก้ปัญหา ผู้เรียนได้แสดงออกด้วยการลงมือกระทำ ลงมือวางแผน เพื่อหาประสบการณ์อันเกิดจากการแก้ปัญหานั้น ๆ ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการเรียนแบบการเรียนรู้ด้วยการกระทำ ( Learning by Doing) 
ข้อด้อยของการจัดหลักสูตร
          1. การจัดทำหลักสูตรทำได้ยาก
          2. ถ้าครูผู้สอนไม่มีความกระตือรือร้น ไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการสอน ขาดความเข้าใจในจิตวิทยาการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียนแล้ว การจัดการเรียนรู้ก็ไม่ประสบ ความสำเร็จ
          3. การจัดกิจกรรมหรือประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง หรือชีวิตจริงของเด็กแต่ละคนกระทำได้ยาก
         4. เนื้อหาสาระที่ผู้เรียนได้รับ อาจจะไม่สัมพันธ์กับพัฒนาการของผู้เรียน หรือ ได้เนื้อหาสาระไม่ครบถ้วนและขาดความต่อเนื่องของความรู้ ไม่ได้รับความรู้เป็นกอบเป็นกำ หลักสูตรนี้ใช้ได้ดีกับผู้เรียนระดับประถมศึกษา เพราะสามารถจัดกิจกรรมหรือประกอบการเรียนรู้ได้ง่ายกว่าเด็กโต
          5. ต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ เช่น ห้องเรียน สื่อการเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆมิฉะนั้นการจัดการเรียนรู้จะไม่บังเกิดผล


 ที่มา : https://prezi.com/cmlalfmaz7ty/presentation/

จัดทำโดย นางสาวปิยะนุช  บุญรอด  นางทรรศวรรณ์  ชัยฉลาด


วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การจัดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน ( Learning Center )

การจัดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน ( Learning Center )
                เป็นการสอนที่เน้นความสำคัญของนักเรียนยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง และใช้เทคนิคการจัดการเรียนการสอนที่ใช้สื่อประสม (Multi Media Approach) และกระบวนการกลุ่ม ( Group Process) เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนให้มีชีวิตชีวา ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ พัฒนาสติปัญญาจากการกระทำกิจกรรมและการศึกษาด้วยตนเอง โดยแต่ละศูนย์มีชุดการสอนให้นักเรียนแต่ละกลุ่มหมุนเวียน เรียนจนครบทุกศูนย์ ( กรมวิชาการ 2527:214) 
ความมุ่งหมาย
                1.เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
                2.เพื่อฝึกทำงานเป็นกลุ่มรู้จักเคารพสิทธิและความคิดเห็นของผู้อื่น
                3.เพื่อฝึกความรับผิดชอบการทำกิจกรรมตามถนัดความสนใจและความสามารถของตนเอง 
องค์ประกอบของศูนย์การเรียน
                1. บทบาทของผู้สอน
                2. บทบาทของผู้เรียน
                3. ชุดการสอน
                4. การจัดห้องเรียน
1.สาระสำคัญของแต่ละองค์ประกอบมีดังนี้
            1.บทบาทของผู้สอน
                การสอนแบบศูนย์การเรียนแม้ว่าผู้สอนได้ลดบทบาทในการสอนลงไปมากแล้วก็ตาม แต่การสอนแบบศูนย์การเรียนจะขาดประสิทธิภาพไป ถ้าขาดผู้สอน บทบาทเหล่านั้นได้แก่
                1. เป็นผู้กำกับการเรียนรู้
                2. เป็นผู้ประสานงานกิจกรรม
                3. บันทึกการพัฒนาของผู้เรียนแต่ละคน
                4. เป็นผู้เตรียมกิจกรรมและสื่อการสอนเพิ่มเติม เพื่อสอดคล้องกับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไป
            2. บทบาทของผู้เรียน มีดังนี้
                2.1 ทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อปฏิบัติในการเรียนแบบศูนย์การเรียน
                2.2 ปฏิบัติกิจกรรมตามคำสั่งที่ได้รับจากศูนย์การเรียนแต่ละศูนย์อย่างเคร่งครัด
                2.3 ศึกษาให้ครบทุกศูนย์กิจกรรม
                2.4 ให้ความร่วมมือกับกลุ่มในการประกอบกิจกรรมรวมทั้งการเป็นผู้นำหรือผู้ตามที่ดีด้วย
            3. ชุดการสอน ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ จะเสนอเนื้อหาสาระในรูปแบบสื่อประสม ประกอบด้วย
                3.1 คู่มือครู
                3.2 แบบฝึกปฏิบัติสำหรับผู้เรียน
                3.3 สื่อสำหรับศูนย์กิจกรรม
                3.4 แบบทดสอบสำหรับการประเมินผล
            4. การจัดห้องเรียน จัดแบ่งเป็นกลุ่มๆตามกลุ่มกิจกรรมที่ได้ระบุไว้ในชุดการสอนแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
                4.1 จัดเป็นกลุ่มสำหรับผู้เรียนประกอบกิจกรรมตามปกติ โดยวิธีการดังกล่าวอาจจัดงโดยการจัดโต๊ะเก้าอี้4-6 ตัว รวมเป็นกลุ่มเรียกว่า ศูนย์กิจกรรม โดยนิยมจัดไว้กลางห้อง
                4.2 จัดกลุ่มตามความสนใจ จัดตามกลุ่มวิชา โดยจัดโต๊ะเก้าอี้เป็นกลุ่มๆวางชิดผนังอาจส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ เช่น มีป้ายนิเทศ มีรูปภาพติดที่ฝาผนังห้อง เป็นต้น
2.ขั้นตอนการสร้างชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน
                1. เลือกเรื่องที่จะสอน แล้วแบ่งเป็นหัวเรื่องย่อยประมาณ 4-6 เรื่อง
                2. กำหนดมโนทัศน์ หรือความคิดรวบยอดของแต่ละเรื่อง
                3. กำหนดจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม
                4 กำหนดกิจกรรมการเรียน โดยให้สอดคล้องกับหัวเรื่องของชุดการสอน
                5. กำหนดสื่อการสอนสื่อการสอนที่ใช้ควรเป็นสื่อราคาถูก และสามารถผลิตเองได้ เช่น บัตรคำสั่ง บัตรเนื้อหา บัตรคำ บัตรคำถาม บัตรภาพ กระดาษคำตอบ เกมต่างๆบทเรียน โปรแกรม เป็นต้น
                6. เตรียมข้อสอบที่จะใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ออกข้อสอบให้สามารถวัดได้ตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่กำหนดไว้ควรเป็นข้อสอบแบบปรนัย
3.ขั้นตอนวิธีสอนแบบศูนย์การเรียน
                1.ขั้นทดสอบก่อนเรียน เป็นการวัดพื้นฐานความรู้เดิมของผู้เรียนว่ามีความเข้าใจในเรื่องที่เรียนอย่างไรใช้เวลาไม่มากนัก 5-10 นาที เมื่อผู้เรียนทำแบบทดสอบแล้วผู้สอนจะตรวจและให้คะแนนไว้
                2.ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียนที่จะมีต่อบทเรียน กิจกรรมการเรียนการสอนที่จะนำเข้าสู่บทเรียนนั้นใช้เวลาไม่มากนักเช่นกัน ประมาณ 10-15 นาที เช่นเล่านิทาน ถ้าเป้นกลุ่มเด็กเล็กเพื่อเร้าความสนใจ หรือเล่นเกม แสดงบทบาทสมมุติ อาจใช้รูปภาพ แผนภูมิ ภาพยนตร์ slide ฯลฯ
                3.เมื่อนำเข้าสู่บทเรียนแล้ว ผู้สอนควรอธิบายให้ผู้เรียนทราบถึงศูนย์กิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความสนใจที่จะเรียน พร้อมทั้งชี้แจงลักษณะของกิจกรรมทีมีอยู่ในแต่ละศูนย์ 
4.ขั้นประกอบกิจกรรมการเรียน
                4.1 การแบ่งกลุ่มผู้เรียน ประมาณ 5-6 กลุ่ม โดยมีวิธีแบ่งได้เหลายแบบ เช่น คละกันระหว่าง เด็กเก่งกับเด็กอ่อน หรือให้ผู้เรียนเลือกกลุ่มเอง
                4.2 เมื่อแบ่งกลุ่มแล้ว ผู้เรียนอ่านบัตรคำสั่งและปฏิบัติตามลำดับขั้น ใช้เวลา 15-20 นาที เมื่อ ปฏิบัติกิจกรรมตามที่มอบหมายแล้วก็เตรียมเปลี่ยนกลุ่มปฏิบัติกิจกรรมอย่างไร
                4.3 การเปลี่ยนกลุ่มกิจกรรม ผู้สอนจะให้ผู้เรียนเปลี่ยนกลุ่มเพื่อให้ทุกคนได้ประกอบกิจกรรมทุกอย่างจนครบถ้วน
                4.4. ขั้นสรุปบทเรียน เมื่อผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมครบทุกศูนย์แล้ว ผู้สอนจะต้องสรุปบทเรียนอีกครั้ง เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจกระจ่างยิ่งขึ้น
                4.5 ขั้นประเมินผลการเรียน ผู้สอนจะให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน ซึ่งจะดูว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนเพียงใด โดยนำไปเปรียบเทียบกับคะแนนที่ได้จากการคะแนนทดสอบก่อนเรียน
                4.6 สำหรับกิจกรรมที่ผู้เรียนได้ทำไปแล้วนั้น ผู้สอนควรประเมินผลและให้คะแนนด้วยเพื่อดูว่าการเรียนรู้ของผู้เรียนมีประสิทธาพอย่างไร
5.ขั้นตอนวิธีสอนแบบศูนย์การเรียน

1. ขั้นทดสอบก่อนเรียน

2.ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน

3.ขั้นประกอบกิจกรรมการเรียน

4.ขั้นสรุปบทเรียน

5.ขั้นประเมินผลการเรียน

ข้อดีของการเรียน 
                1. ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจของตนเองทำให้ผู้เรียนมีโอกาสพัฒนาการเรียนรู้ของตนตามอัตภาพ
                2. ส่งเสริมความเป็นผู้ใฝ่รู้ของนักเรียน เปิดโอกาสให้แสวงหาความรู้ด้วยตนเองแทนการเรียนรู้จากผู้สอนเพียงอย่างเดียว
                3. ส่งเสริมความรับผิดชอบในการเรียนของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม
                4. ส่งเสริมความเชื่อมั่นในการเรียนรู้ของผู้เรียน เพราะผู้เรียนจะเรียนรู้ด้วยตนเอง
                5.ส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มสร้างความสามัคคี โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มที่ร่วมปฏิบัติกิจกรรมในศูนย์เดียวกัน มีการช่วยเหลือร่วมมือดำเนินกิจกรรมการเรียนร่วมกัน เช่น เด็กเก่งช่วยเหลือเด็กอ่อน เป็นต้น
                6. ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอน เพราะผู้สอนมีบทบาทการสอนน้อยลง
                7.สามารถใช้ได้กับกลุ่มผู้เรียนจำนวนมาก


ข้อจำกัด

1.ผู้สอนต้องมีความรู้ความเข้าใจ และมีทักษะในการจัดทำชุดการสอน
2.การให้กลุ่มผู้เรียนหมุนเวียนกันเรียนในแต่ละศูนย์ อาจไม่เป็นไปตามลำดับขั้นของหลักสูตร



อ้างอิง http://www.krutermsak.in.th/index.php/2013-02-14-03-15-32/2-uncategorised/17-2013-02-22-06-00-38